ฟาร์มอินทรีย์โดยทั่วไปให้อาหารดินก่อน แล้วจึงให้พืช วิธีทำคือนำเศษพืชและวัสดุจากสัตว์กลับคืนสู่ที่ดินเป็นปุ๋ยหมัก ปลูกพืชคลุมดินแล้วไถกลบลงดิน และเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูกในแต่ละแปลงไปทุกฤดู มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยคือ มกษ. 9000 ให้ดูแลดินตามแนวทางนี้ และไม่อนุญาตให้ใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์
มาตรฐานของไทยกำหนดอะไรไว้
หมวดพืชของ มกษ. 9000 ระบุว่าควรเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยอาศัยระบบชีวิตของดินเองเป็นหลัก สำหรับพืชที่ปลูกบนบก มาตรฐานให้ใช้ระบบที่มีดินเป็นฐาน คือดินที่มีชีวิต
มาตรฐานระบุวิธีที่ช่วยรักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ดังนี้
- พืชตระกูลถั่ว พืชคลุมดิน และพืชที่ช่วยปรับปรุงดิน ใช้ปลูกหมุนเวียนและใช้เป็นปุ๋ยพืชสด โดยมีถั่วพร้าและปอเทืองเป็นตัวอย่าง
- วัสดุอินทรีย์จากพืชหรือปศุสัตว์ที่เป็นไปตามมาตรฐาน
- มูลสัตว์และอินทรียวัตถุอื่นที่หมักอย่างถูกวิธี และมาจากการผลิตแบบอินทรีย์ หรือเป็นไปตามบัญชีวัสดุที่อนุญาตของมาตรฐาน
- นำวัสดุอินทรีย์กลับมาใช้ในฟาร์มเท่าที่ทำได้ เช่น ปุ๋ยพืชสดและปุ๋ยหมัก
มาตรฐานยังระบุสิ่งที่ห้ามใช้เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คือ ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ปุ๋ยที่ผ่านการปรับด้วยสารเคมีให้ละลายน้ำได้ เช่น ซูเปอร์ฟอสเฟต และของเสียจากมนุษย์ที่ใช้กับพืชอาหาร ส่วนการปลูกพืชหมุนเวียน มาตรฐานนิยามว่าเป็นการสลับชนิดหรือวงศ์ของพืชอายุปีเดียวและพืชอายุสองปีบนที่ดินแปลงเดียวกันตามลำดับที่วางแผนไว้ เพื่อตัดวงจรของวัชพืช แมลงศัตรูพืช และโรค และเพื่อรักษาหรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ดินต้องใช้เวลาด้วย สำหรับพืชอายุปีเดียว มาตรฐานกำหนดให้จัดการแบบอินทรีย์อย่างน้อย 12 เดือนก่อนปลูก ส่วนพืชยืนต้นหรือพืชหลายปี ต้องอย่างน้อย 18 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอินทรีย์ครั้งแรก
ปุ๋ยหมัก
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) อธิบายว่าปุ๋ยหมักคือวัสดุคล้ายดินที่ได้จากอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายแล้ว วิธีทำคือกองพืชกับอินทรียวัตถุอื่น เช่น มูลสัตว์ รวมกัน การสับวัสดุให้เล็กลงช่วยให้ย่อยสลายเร็วขึ้น FAO ระบุว่าการหมักใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ขึ้นกับสภาพแวดล้อม เศษอาหารในครัว เศษพืช และวัชพืชใส่ได้หมด ขอเพียงไม่ให้มีเมล็ดวัชพืชเหลืออยู่ในปุ๋ยหมักที่เสร็จแล้ว ผลที่ได้เป็นวัสดุสีเข้ม ละเอียด คล้ายฮิวมัส นำไปโรยบนดินเพื่อปรับปรุงดิน
เอกสารเรื่องอินทรียวัตถุในดินของ FAO อธิบายว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ เอกสารระบุว่าอินทรียวัตถุทำให้แปลงเพาะเมล็ดอยู่ในสภาพดีขึ้น และเพิ่มความสามารถของดินในการซับและเก็บน้ำ ยังช่วยให้ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของดินไม่เปลี่ยนง่าย และทำให้พืชรับธาตุอาหารได้ง่ายขึ้นด้วย
ปุ๋ยพืชสดและการปลูกพืชหมุนเวียน
FAO นิยามปุ๋ยพืชสดและพืชคลุมดินว่าเป็นพืชที่ปลูกเพื่อคลุมดินและปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดิน เป้าหมายที่ระบุไว้ ได้แก่ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ลดวัชพืช เพิ่มเศษพืชที่ช่วยสร้างอินทรียวัตถุและเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตในดิน และปรับปรุงโครงสร้างของดิน
พืชตระกูลถั่วมีบทบาทพิเศษ แบคทีเรียในปมรากตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และพืชที่ปลูกตามมาอาจนำไนโตรเจนนั้นไปใช้ได้ FAO ยังระบุว่าพืชคลุมดินที่รากหยั่งลึกนำธาตุอาหารที่น้ำชะลงไปในชั้นดินลึกกลับขึ้นมาใช้ใหม่ได้
การปลูกพืชหมุนเวียนทำหน้าที่อีกแบบหนึ่ง FAO นิยามว่าเป็นการสลับพืชที่มีลักษณะต่างกันในแปลงเดียวกันต่อเนื่องหลายปีตามลำดับที่วางแผนไว้ FAO ระบุว่าถ้าปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิมทุกปี แมลงศัตรูพืชและโรคจะมากขึ้น วัชพืชบางชนิดเพิ่มจำนวน และผลผลิตลดลง FAO เรียกการปลูกพืชหมุนเวียนว่าเป็นวิธีที่ได้ผลและประหยัดที่สุดในการตัดวงจรทางชีวภาพของแมลงศัตรูพืชและโรค
สรุปสั้น ๆ
- เกษตรอินทรีย์โดยทั่วไปเริ่มจากดิน คือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และการปลูกพืชหมุนเวียน ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์
- มกษ. 9000 ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และให้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์โดยอาศัยชีวิตในดินเป็นหลัก ด้วยมูลสัตว์ที่หมักแล้วจากแหล่งที่อนุญาต
- ปุ๋ยหมักคือวัสดุจากพืชและสัตว์ที่ย่อยสลายแล้ว FAO ระบุว่าใช้เวลาทำประมาณ 3 เดือน
- พืชคลุมดินตระกูลถั่วช่วยเพิ่มไนโตรเจน และการปลูกพืชหมุนเวียนช่วยตัดวงจรของแมลงศัตรูพืชและโรค
- มาตรฐานกำหนดให้จัดการแบบอินทรีย์อย่างน้อย 12 เดือนก่อนปลูกพืชอายุปีเดียว
แหล่งข้อมูล
- Thai Agricultural Standard TAS 9000-2021, Organic Agriculture (มกษ. 9000-2564), National Bureau of Agricultural Commodity and Food Standards
- Compost, Home Garden Technology Leaflet 6, FAO
- Green manure/cover crops and crop rotation in Conservation Agriculture on small farms, FAO Integrated Crop Management Vol. 12
- The importance of soil organic matter, FAO



